ถ้าเอ่ยชื่อลิเวอร์พูล กองเชียร์หงส์แดงจะนึกถึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ เจมี่ คาราเกอร์
แต่ถ้าพูดถึงอาร์เซนอล แฟนๆก็ต้องเอ่ยชื่อ เชส ฟาเบกราส และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่
ส่วนแมนยูฯ หนีไม่พ้น เวนย์ รูนี่, ไรอัน กิ๊กส์ และ พอล สโคล
ในขณะที่เชลซี สัญลักษณ์ของทีม คือ จอห์น เทอรี่ และ แฟรงค์ แลมพาร์ด
อ้อ! เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ในปี 53 นะครับ ถ้าเป็นช่วงก่อนหน้านี้ 4-5 ปี รายชื่อจะเปลี่ยนไป และถ้าเป็นอีก 4-5 ปีข้างหน้า ก็ฟันธงได้ว่ารายชื่อจะไม่เหมือนเดิมแน่นอน
ถามว่า แล้วนักเตะคนอื่นๆไม่สำคัญหรือ?
คำตอบคือ สำคัญทุกคนครับ แม้กระทั่งตัวสำรองก็มีความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่นักเตะเยาวชนที่สโมสรต้องเตรียมไว้เผื่อใช้ในอนาคต เพียงแต่นักเตะที่เอ่ยชื่อข้างบนนี้จะมีความสำคัญมากกว่าคนอื่นๆ
เพราะนักเตะเหล่านี้ นอกจากมีฝีเท้าเก่งกว่าคนอื่นๆในทีมแล้ว ยังมีความพิเศษอื่นๆอยู่ในตัวด้วย เช่น มี “Ten Sense’ อะแฮ่ม! เป็น Sense ขั้นสูงสุดๆ
Ten Sense แปลเป็นไทยสไตล์ขลุกขลิกได้ว่า สัมผัสทั้งสิบครับ เพราะฟุตบอลเล่นกันสิบเอ็ดคน ถ้าผู้เล่นแต่ละคนเข้าใจเพื่อนๆที่เหลืออีกสิบคนในสนาม การเล่นเป็นทีมก็จะประสบความสำเร็จ
หากใครเป็นแฟนบอลทีมชาติอังกฤษเมื่อหลายปีก่อน คงพอจะจำกองหน้าที่ชื่อ ‘แกรี่ ลินิเกอร์’ ได้ นักเตะคนนี้ไม่ได้ลีลาแพรวพราวเหมือนนักเตะดังคนอื่นๆ แต่มีความพิเศษอยู่ที่การยืนถูกที่ถูกเวลา
แกรี่ ลินิเกอร์ มักโผล่ไปยืนหน้าประตูในจังหวะที่เพื่อนส่งบอลไปในเขตโทษ เหมือนมีตาทิพย์มองเห็นอนาคต ฟุตบอลพุ่งมาจากไหนไม่รู้ แต่แกรีจะวิ่งเข้าไปหาอย่างถูกที่ถูกเวลา และก็ยิงประตู
ส่วนกองกลาง หากจะเปิดบอลให้เพื่อนไปที่มุมธง ก็ต้องรู้ด้วยว่านักเตะที่จะวิ่งไปรับลูกบอลนั้น สปีดได้เร็วแค่ไหน อันนี่ก็ต้องใช้ Ten Sense เหมือนกัน
นอกจาก Ten Sense แล้ว ยังมีจิตวิญญานของนักสู้ ที่จะช่วยกระตุ้นให้เพื่อนๆในสนามตั้งใจเล่น บางคนมีความเป็นนักกลยุทธ์อยู่ในตัว มองภาพใหญ่ทั้งสนามเป็น และไม่ใช่เล่นตามโค้ชสั่งแบบหุ่นยนต์ บางสถานการณ์ต้องฉวยจังหวะเล่นเร็ว บางครั้งต้องดึงเกมช้า บางทีก็ดันเกมขึ้นสูง
เรียกว่าหากไม่มีนักเตะดังกล่าวลงสนาม ก็ส่งผลกระทบต่อการแพ้ชนะของทีมเลยทีเดียว
นักเตะเหล่านี้ก็เหมือนสินค้าของบริษัทครับ
หลายบริษัทอาจมีรายได้ดี แต่พอถามว่า ตัวทำเงินมาจากไหน? อาจตอบได้ไม่เต็มปาก หรือไม่ก็ตอบเฉไฉไปว่า ”โอ้ย! สินค้าผมคุณภาพเยี่ยมทุกตัว ขายดีทุกตัวนั่นแหละ!”
ผมไม่ได้ปฏิเสธว่า สินค้าไม่ดี แต่ที่อยากให้มองหา ‘ตัวหลัก’ เพราะเราจะได้รู้ว่า สินค้าสไตล์ไหน ที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อที่บริษัทจะได้พัฒนาสินค้าในแนวนั้นต่อไป
หลักง่ายๆที่จะหาตัวหลัก อาจใช้แนวคิด 80/20 ก็ได้ครับ
แนวคิดนี้มีอยู่ว่า ยอดขาย 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากสินค้าจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสินค้าเหล่านี้แหละที่เป็นตัวหลัก ที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ทีนี้ก็ลองเปิดสมุดบัญชีรายการขายสิครับ ว่ายอดขายส่วนใหญ่มาจากสินค้าอะไรบ้าง ร้านค้าบางแห่งอาจไม่ใช่ 80/20 อาจเป็น 70/30 ก็ได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
จุดสำคัญก็คือว่า การพินิจพิจารณายอดขายแบบนี้ จะทำให้เจอทั้ง ‘ตัวหลัก’ และ ‘ตัวประกอบ’
เมื่อเจอแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือพยายามรักษา ‘ตัวหลัก’ ให้โชว์ฟอร์มดีต่อเนื่อง
แต่กระนั้น แม้จะเป็นตัวหลักในการทำเงิน ก็ต้องดูกระแสสังคมด้วย หากคนดูไม่ชอบนักเตะแนวบู๊ล้างผลาญ แต่ชอบนักเตะสไตล์พริ้วโชว์ลีลาทักษะส่วนตัว ธุรกิจก็ต้องหานักเตะหลักคนใหม่
เหมือนบรรดากิจการที่ขายเครื่องดื่มประเภท ‘ดื่มแล้วเมา’ พอเจอกระแสรักสุขภาพและการรณรงค์ให้เลิกดื่ม ก็ต้องหาสินค้า ‘ดื่มแล้วไม่เมา’ มาแทนที่ เพื่อที่จะเป็นตัวแทนในอนาคต หรือไม่ก็ช่วยเปลี่ยนภาพพจน์ให้ดูดีขึ้น ซึ่งการหาดาวรุ่ง ก็อาจใช้กลยุทธ์ไม่เหมือนกัน
ค่ายสิงห์ เลือกที่จะปั้นดาวรุ่งขึ้นมาเอง ที่พอคุ้นชื่อก็ ‘บี-อิ้ง’ ครับ
ในขณะที่ ค่ายช้าง ใช้สูตรลัดแบบเดียวกับสโมสรรีลมาดริด นั่นคือทุ่มเงินซื้อกิจการของโออิชิมาครอบครองเสียเลย
ส่วน ‘ตัวประกอบ’ นั้นก็ต้องทบทวนหาสาเหตุครับ บางตัวอาจเป็นสินค้าที่ดีมีอนาคต แต่ที่มียอดขายไม่ดีเพราะวางตลาดเร็วเกินไป แต่สภาพตลาดยังไม่พร้อม อาจต้องรอเวลานิดหน่อย แบบนี้ก็เหมือนนักเตะเยาวชนครับ ต้องเลือกโอกาสส่งลงสนามให้พอเหมาะพอเจาะ เพื่อที่จะได้เป็นดาวเด่นในวันข้างหน้า
นักเตะดังๆอย่าง เปเล่, มาราโดน่า, พลาตินี่, โรเบโต้ บาจโจ, แวนบาสเท่น, ... มาแล้วก็ไป
กล้องถ่ายรูปแบบใส่ฟิล์ม, เพจเจอร์, ซาวท์อะเบ้าท์ .... ก็เคยขายดีมาแล้วทั้งนั้น
ทุกอย่างมีอายุครับ!
0 comments:
Post a Comment