การ ‘มีน้อย’ กับ ‘มีเยอะ’
แบบไหนจะดีกว่ากัน?
หลายคนอาจตอบทันที “ขอแบบเยอะๆ”
บางคนขอยกมือถามเพิ่ม “หมายถึงอะไร ใช่หนี้หรือเปล่า?”
พอได้คำตอบว่า ไม่ใช่เรื่องหนี้ แต่เป็นเรื่อง ‘ข้อมูล’
คำตอบส่วนใหญ่ประสานเสียงพร้อมกันว่า ขอมีเยอะดีกว่า
แม้ไม่ได้ผูกเนกไทนั่งทำงานในออฟฟิศ แต่ทุกอาชีพก็ต้องพึ่งข้อมูลในการทำงาน
“จริงอ่ะเปล่า ขายกล้วยแขก หรือเป็นชาวนา ต้องใช้ข้อมูลด้วยหรือ?”
ใช้ครับ!
แม่ค้ากล้วยแขก นอกจากจะต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิค ทอดอย่างไรให้กรอบอร่อยแล้วต้องรู้อมูลรายวัน เกี่ยวกับ ราคาวัตถุดิบ
ช่วงที่ฤดูกาลไม่ปกติ ฝนตกหน้าร้อน น้ำท่วมหน้าหนาว ทำให้ กล้วยมีราคาไม่แน่นอน
ช่วงที่รถกับคน กินน้ำมันพืชได้เหมือนกัน ปัญหาน้ำมันไม่พอทอดกล้วยแขก ก็เป็นเรื่องใหญ่
ส่วนชาวนา การรู้ปริมาณน้ำฝน ว่าปีนี้น้ำมากหรือน้ำน้อย จะได้เลือกตัดสินใจวิธีปลูก
เพราะนาดำ กับนาหว่าน ต้องการน้ำ ‘ไม่เหมือนกัน’
…ไม่เหมือน ในเรื่องปริมาณ
…ไม่เหมือน ในเรื่องความต่อเนื่อง
ใครมีข้อมูลดีกว่า ก็เสี่ยงน้อยกว่า
แต่ข้างต้นนี้เป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว เป็นเรื่องการผลิตเท่านั้น ยังขาดข้อมูลอีกด้าน คือเรื่องลูกค้าครับ
ข้อมูลส่วนที่สองนี้ จะหายากและต้องระวังเวลาใช้งาน
“ข้อมูลลูกค้าคืออะไรหรือ?”
คือเรื่องของ ‘การใช้ตังค์’ ครับ
…การใช้ตังค์ ส่วนหนึ่งมาจาก มีหรือไม่มีตังค์
…การใช้ตังค์ อีกส่วนหนึ่งมาจาก กล้าหรือไม่กล้าใช้
ถ้าเศรษฐกิจดี มีความเชื่อมั่น มองเห็นอนาคต ต่อให้ไม่มีตังค์ ก็กล้ารูดบัตร กล้าก่อหนี้
แต่ถ้าปัญหาบ้านเมืองเยอะ บริหารประเทศด้วยไมโครโฟน ข้าวของขึ้นราคา แบบนี้ถึงจะมีตังค์ ก็ไม่กล้าใช้
ข้อมูลเรื่อง ‘มีหรือไม่มีตังค์’ หาได้ไม่ยาก ดูจากข้อมูลทางการ ทั้งการจ้างงาน การส่งออก การผลิต ก็พอเห็นคำตอบ
แต่ข้อมูลเรื่อง ‘กล้าหรือไม่กล้าใช้ตังค์’ นี่สิ หายากหน่อย
“แล้วจะทำอย่างไร?”
ส่วนใหญ่ใช้งานวิจัยครับ
…งานวิจัย มีทั้งแบบเจาะลึก ถามละเอียด ถามหลายข้อ ซึ่งแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง
…กับงานวิจัย แบบไวไวควิก ถามไม่กี่คำ สรุปเป็นคำตอบได้ งานแบบนี้รู้จักกันในนาม ‘โพล’ ซึ่งมักเป็นของฟรี
งานวิจัยแต่ละแบบ มีจุดประสงค์ต่างกัน
โพล มีจุดเด่นในเรื่องความเร็ว แต่ไม่สามารถถามละเอียดได้ หากต้องการรู้เฉพาะเรื่องเฉพาะกลุ่ม ก็ต้องจ่ายตังค์เพิ่มจ้างมืออาชีพมาทำการสำรวจ
โพลจึงเหมาะสำหรับ การจับชีพจรความรู้สึกของลูกค้าในแบบกว้างๆ
“แต่โพลหลายสำนัก ก็เห็นไม่ตรงกัน”
นั่นแหละครับ ที่ผมบอกว่า ข้อมูลเรื่องนี้หายาก และต้องระวังเวลาใช้งาน
“แล้วจะทำอย่างไร เอางี้มั๊ย เอาโพลมาทำโพลอีกที”
ทำอย่างไรครับ ฟังแล้วชักงงๆ
“ก็เอาผลโพลของสำนักต่างๆมาแบ่งกลุ่มกัน ถ้าฝั่งไหนเยอะ ก็เชื่อฝั่งนั้น”
โอ้! ใช้วิชาเทพแบบนั้น ไม่ได้หรอกครับ
“ทำไมจะทำไม่ได้หละ”
ผมขออธิบายแบบนี้ก็แล้วกัน สมัยเรียนเคยลอกข้อสอบเพื่อนไหมครับ หันไปทางซ้ายเห็นเพื่อนกาข้อ ก. หันไปทางขวา เพื่อนอีกคนก็กาข้อ ก. เราเลยเลือกข้อ ก. อย่างมั่นใจ ที่ไหนได้ ผิดทั้งสามคน!
‘ความเหมือน’ ไม่ได้แปลว่า ‘ถูก’ เสมอไป
ทางเดียวคือ เลือกสำนักฯที่น่าเชื่อถือครับ
“แล้วจะเชื่อสำนักไหนหละ เดี๋ยวนี้มีโพล แทบจะทุกมหาลัย”
ผมอาจจะฟันธงระบุชื่อสำนักฯให้ไม่ได้ แต่อยากให้ทุกคนใช้เวลาในช่วงนี้มาพิสูจน์กัน
ใกล้การเลือกตั้งแบบนี้แหละครับ ที่ทุกสำนักจะแข่งกันทำโพล
เดี๋ยวก็รู้ว่าใครเจ๋งจริง
แต่…พอเห็นผลโพลบางสำนัก ระบุว่าคะแนนความนิยมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก
ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยจะเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี่ จากพรรคหนึ่งไปเป็นอีกพรรคหนึ่ง ในเวลาแค่ข้ามเดือน
แบบนี้ควรทำ ‘ตัววิ่ง’ เวลาออกข่าวนะครับ เอาแบบละครดอกส้มฯเลย
“—อย่าเพิ่งเชื่อง่ายๆ เพราะนี่เป็นข้อมูลจากการสอมถามความคิดเห็นของประชากร จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ในเขตเทศบาล พื้นที่จังหวัด… ซึ่งอาจนิยมชมชอบพรรคการเมืองบางพรรคอยู่แล้ว แต่รับรองได้ว่าการสำรวจนี้ไม่ได้ถูกชี้นำโดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด—”
อ้อ! และอย่าลืมโลโก้นี้ด้วยนะครับ

0 comments:
Post a Comment