Thursday, June 23, 2011

กระดานชนวนยุคใหม่

NoteSlate-eSketch

รู้จักกระดาษชนวนกันไหมครับ?
ผมเกิดไม่ทันได้ใช้งานหรอก แต่ก็เคยได้ลองเขียนเล่น
ผมชอบเจ้ากระดานแผ่นนี้ เพราะเขียนแล้วลบง่าย ต่างจากกระดาษที่ต้องใช้เวลามากกว่าในการลบ
เขียนแล้วลบง่าย เหมาะมากกับการวาดรูปโน้นนี่นั่น หรือแม้แต่ใช้เป็นกระดาษทดเลข
ข้อดี คือ ลบง่าย
แต่ก็กลายเป็นข้อเสียไปในตัว คือ ไม่มีร่องรอยให้ติดตาม
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เด็กสมัยนี้เข้าใจ กระดานชนวนก็คล้ายๆไวท์บอร์ดที่ย่อขนาดเหลือเพียง A4 ต่างกันเพียง พื้นดำกับพื้นขาว และดินสอธรรมชาติกับปากกาเคมี
ตอนที่ข่าวกระดาษอิเล็กทรอนิกส์เริ่มเป็นที่พูดถึงกัน ผมก็ลุ้นว่าน่าจะมีคนทำกระดานชนวนแบบไฮเทคออกมาขาย แต่ทำไปทำมา กลายเป็น แท็บเลต เสียอย่างนั้น
อุปกรณ์ขนาดพกพาง่าย มองไกลๆไม่ต่างอะไรจากกระดานชนวน แต่คุณสมบัติเหนือชั้นกว่ามาก
เป็นทั้งอุปกรณ์สำหรับอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต หรือถ้าจะใช้เป็นสมุดบันทึก
คุณสมบัติกินรวบขนาดนี้ ไม่น่าจะมีสินค้าใด(ในประเภทเดียวกัน)ได้ผุดได้เกิดอีก
แต่ก็มีคนกล้าคิดต่าง
เขามองว่า แท็บเลตที่กำลังฮิตเปรี้ยงปร้าง ณ ขณะนี้ มีคุณสมบัติเยอะก็จริง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ เพราะมันยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตของคนทำงานในปัจจุบัน
ชีวิตที่ต้องมีการจดโน้ต มากมายในแต่ละวัน
ไหนจะพวกนักออกแบบที่นิยมสเก็ตช์ภาพในทันทีที่คิดออก
ผู้บริหารบางคน ก็ต้องวาดภาพโครงร่างไอเดีย ก่อนกล่าวสุนทรพจน์
และยังมีอีกหลายคน ที่ใช้ปากกาขีดๆเขียนๆ เพื่อช่วยในการคิด
นี่จึงเป็นที่มาของกระดานชนวนอิเล็กทรอนิกส์ ‘Noteslate’ ของบริษัทในสาธารณรัฐเชก
หน้าจอขนาด 13 นิ้ว สำหรับขีดเขียนเพียงอย่างเดียว จึงไม่ต้องมีความละเอียดมากนัก
ฟังก์ชั่นการใช้งาน ก็พื้นๆ มีเพียงหมึกสีพื้นฐาน ขาว ดำ น้ำเงิน เขียว แดง และ 3 ปุ่น สำหรับ บันทึก ลบ และเลื่อนหน้า
ส่วนปากกาสามารถใช้เขียนและเป็นยางลบได้ด้วย
ถ้าจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวอื่น ก็มีช่องเสียบเอสดีการ์ด และยูเอสบี โดยมีไว-ไฟ เป็นอ็อปชั่นเสริมอีกที
นี่เป็นรุ่นแรกที่จะวางขายกลางปีนี้ สนนราคา 99 ดอลลาร์
สำหรับรุ่นต่อๆไป ได้ข่าวว่าจะเน้นการแชร์เอกสาร และทำให้สามารถอ่านไฟล์พีดีเอฟได้ รวมทั้ง ทำให้สามารถใช้ปากกาดินสอทั่วๆไปในการเขียน แทนที่จะต้องเป็นปากกาสไตลัส
มาลุ้นกันครับว่า ไอเดียสูงสุดคืนสู่สามัญ จะไปได้ไกลแค่ไหน?
ภาพจากthecoolist.com

Wednesday, June 22, 2011

สโลแกน 'พัก' การเมือง

ตอนนี้เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ใกล้ได้เวลาหย่อนบัตรเต็มที
ข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ จึงเต็มไปด้วยภาพนักการเมือง ทำในสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง ยอมทุกอย่าง เพื่อคะแนนเสียง
อ้อ! ไม่ต้องตกใจว่า ผมจะเอาเรื่องเครียดมาฝาก ตรงกันข้าม ผมจะพาทุกคน 'พัก' จากเรื่องการเมือง มาเป็นเรื่องขำๆ
ลองคิดดูนะครับ ถ้าเปลี่ยนบริษัท ให้เป็นพรรคการเมือง เราจะได้คำขวัญที่ใช้ในการหาเสียง ที่ฟังดูดีทีเดียว
เริ่มจากพรรคที่ใช้นโยบายแบบเป๊ปซี่ ก็จะมีคำขวัญว่า “พรรคเรา รสชาติของรุ่นใหม่”
ส่วนพรรคที่ใช้นโยบายแบบมิต้า จะได้ว่า “เล็กๆพรรคเราไม่ ใหญ่ๆพรรคเราทำ”
หรือถ้าเป็นนโยบายแบบวอลโว่ ก็จะเป็น “ทุกชีวิตปลอดภัยในพรรคเรา”
พรรคที่ต้องการสื่อถึงความทรหด ต้องใช้นโยบายแบบห้าห่วง “พรรคของเราทนหายห่วง”
แต่สโลแกนนี้เหมาะกับนัการเมืองไทยมากที่สุด “พรรคของเรา ลื่นเหลือล้น ทนเหลือหลาย” ซึ่งน่าจะได้ไอเดียนโยบายจากเวลลอย
พรรคที่เน้นความสุขต้องใช้นโยบายแบบคลอสเตอร์ “ความสุขที่ประชาชนดื่มได้”
แต่ผมชอบสโลแกนนี้มากที่สุด
เพราะถ้าเลือกใช้นโยบายแบบทีวี ไดเร็กท์ ก็จะได้คำขวัญว่า “ถ้าไม่พอใจ พรรคของเรายินดีคืนอำนาจให้ประชาชนใน 30 วัน”
และก็ต้องพ่วงนโยบายแบบลิโพ ไปด้วยครับ
“คำเตือน :ห้ามเลือกตั้งเกินปีละ 2 ครั้ง และโปรดอ่านคำเตือนบนฉลากข้างหีบก่อนหย่อนบัตรทุกครั้ง”

Tuesday, June 21, 2011

เฮ้ย ใช้ปลูกต้นไม้ได้หรือนี่

“ใครชอบอ่านการ์ตูนบ้างครับ?”
คำถามนี้ รับรองว่ามีคนยกมือตอบกันเกรียวแน่ อันนี้ผมสังเกตุจากแผงขายหนังสือ เพราะเห็นหนังสือภาพขาวดำ
พร้อมคำอธิบายสั้นๆ วางขายเยอะจริงๆ
ผมเองก็อ่านเหมือนกันครับ แต่ไม่ถึงขั้นติดงอมแงม
พูดให้ชัดหน่อยก็คือ ถ้ามีก็อ่าน แต่ไม่เคยซื้อการ์ตูนอ่านเลย
ยังสงสัยตัวเองอยู่เหมือนกัน ทั้งๆที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แต่ทำไมไม่คลั่งไคล้การ์ตูนเหมือนเพื่อนๆ
เป็นความสงสัยที่ไม่คิดจะหาคำตอบ
แต่ที่ผมอยากหาคำตอบ คือสงสัยว่า คนที่รักการ์ตูน ชนิดรู้วันเวลาว่าจะวางแผงเล่มใหม่วันไหน คนเหล่านี้เมื่ออ่านการ์ตูนจบแล้ว จะจัดการกับตำรานอกห้องเรียนอย่างไร
ผมมีน้องชายที่เข้าข่ายเป็นแฟนพันธุ์แท้ แกจะเก็บหนังสือการ์ตูนทุกเล่มเป็นอย่างดี รักษายิ่งชีพ ว่างั้นเถอะ
แม้จะอ่านจบ แต่หนังสือยังดูเหมือนใหม่ทุกเล่ม
เพราะหนังสือใหม่ออกทุกเดือน จึงไม่ต้องแปลกใจที่ต้องขยับขยายชั้นวางไปเรื่อยๆ
คิดว่า วันหนึ่งคงจะเปิดร้านให้เช่าหนังสือได้สบายๆ
แต่เอ… รักหนังสือขนาดนี้ เห็นทีตัดใจให้คนอื่นยืม ไม่ได้แน่ๆ
แต่อาจเก็บไว้ทำเป็น พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว น่าจะเหมาะกว่า
ตรงกันข้าม ยังมีคอการ์ตูนอีกหนึ่งประเภทครับ ที่อ่านจบก็จบกัน
ไม่ถึงขนาด อ่านแล้วทิ้ง เพียงแต่ว่าถ้าจำเป็นต้องเลือก ก็สามารถตัดใจได้
จำได้ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมหอพัก จะมีหนังสือการ์ตูน วางเรียงเป็นตั้งๆ
หนึ่งตั้ง คือ การ์ตูนหนึ่งเรื่อง
บางเรื่อง ความยาว 10 เล่มจบ เมื่อนำมาวางต่อกันในแนวดิ่ง จะทำความสูงได้ไม่กี่ฟุต
แต่บางซีรี่ย์ มีเฉียด 30 เล่ม ระดับความสูงเท่าเอว ต้องใช้เวลาอ่านเป็นเดือน
สี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย เหมือนไม่ตั้งใจ แต่ก็ได้สะสมโดยไม่รู้ตัว
พอถึงวันเรียนจบ ต้องย้ายออกจากหอพักของมหาวิทยาลัย คราวนี้ละครับ ความลำบากก็มาเยือน ต้องเลือกว่าจะขนอะไรกลับไปบ้าง ขืนเอาทั้งหมดต้องเสียเงินเช่าห้องพักโดยเปล่าประโยชน์
“หนังสือวิชาการดีๆแบบนี้ ควรเก็บไว้ให้รุ่นน้อง”
เป็นเหตุผลที่เพื่อนเลือกตัดตำราเรียน เป็นอย่างแรก ฟังดูดีไหมครับ
แต่กระนั้น สัมภาระก็ยังเยอะอยู่ดี ถึงคิวต้องเลือกทิ้งอย่างอื่นด้วย
หนังสือการ์ตูนบางส่วน จึงติดร่างแหอย่างหนีไม่พ้น
สุดท้ายก็ได้การ์ตูนหนึ่งกอง วางข้างๆตำราเรียน
“เดี๋ยวรุ่นน้องจะเครียดเกินไป” เป็นเหตุผลทิ้งท้ายที่ฟังดูดีเหมือนเคย
แต่ผมว่า ตำราเหล่านี้คงตกไม่ถึงเจเนอเรชั่นต่อไปหรอก
เพราะระหว่างปิดภาคเรียน เจ้าหน้าที่ต้องมาทำความสะอาดหอพัก ถึงตอนนั้น คงเอา กองหนังสือไปแปลงเป็นเงินแล้วหละ
ชั่งกิโลขาย คือการระบายที่ง่ายที่สุด
จากนั้นก็เข้ากระบวนการรีไซเคิล
แต่ใครจะคิดว่า มันสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ด้วย
ต้องชม Koshi Kawachi ศิลปินชาวญี่ปุ่น ที่มองเห็นประโยชน์มากกว่าสายตาอย่างผม
เอาหนังสือการ์ตูน มาทำเป็นแจกัน
หย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไปในเล่ม แล้วรดน้ำให้ชุ่มฉ่ำ
คิดไปได้! มีอะไรเป็นแรงบันดาลใจละเนี่ย
หรือว่า เผลอทำเม็ดแตงโมร่วง แล้วมารู้อีกที ตอนงอกออกมาแล้ว 

ภาพจาก http://pinktentacle.com

Sunday, June 19, 2011

คิดแบบญี่ปุ่น

วิธีคิดของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของญี่ปุ่น หากมีของพอเหมาะพอเจาะ ทั้งเวลาและสถานที่ ธุรกิจก็ประหยัดต้นทุน และสร้างกำไรได้อีกเยอะ
แรงผลักที่ทำให้คนญี่ปุ่นต้องคิดเรื่อง “ถูกที่ ถูกเวลา” ก็เพราะแผ่นดินบ้านเขามีอยู่น้อย ทุกตารางนิ้วมีราคาค่างวดทั้งนั้น จึงคิดค้นหาวิธีเรียงของให้ประหยัดต้นทุนที่สุด
การเรียงของให้ประหยัดต้นทุนที่สุด ก็คือการเรียงของให้ได้กำไรมากที่สุด (เอ้า! ก็มันแหงอยู่แล้ว แล้วจะเล่าทำไม)
คืออย่างนี้ครับ เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ดังนั้นสินค้าที่จะได้ขึ้นชั้น นำเสนอตัวเองให้ลูกค้าได้เลือก จะต้องเป็นตัวเด่น ที่มั่นใจว่าลูกค้าจะซื้อ เรียกง่าย ต้องขายตัวเองได้
ฟังดูก็ธรรมดานะ แต่ที่ไม่ธรรมดา คือ การวางสินค้าขายในญี่ปุ่น มีการเปลี่ยนตัว เหมือนนักฟุตบอล เพราะในตำแหน่งเดียวกันต้องมีตัวแทน ตัวสำรอง ลงไปเล่น
ดังนั้นในร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่น ตอนเช้าอาจเห็นบะหมี่เย็น  แต่พอเที่ยงในตำแหน่งเดียวกัน สินค้าที่วางขายอาจจะเป็นข้าวหน้าหมู ตกตอนเย็นอาจเป็นอุด้ง กลางคืนก็มีอีกประเภท  มีการหมุนสินค้าไปเรื่อย แต่เป็นสินค้าที่ร้านรู้ว่าลูกค้าอยากได้ อยากทานอะไร ในแต่ละมื้อ
ตอนเช้าลูกค้าออกจากบ้านไปทำงาน อาจซื้อของพอใช้ในระหว่างวัน พวกหนังสือพิมพ์ บุหรี่ น้ำดื่ม  พอตกเย็นลูกค้าจะกลับบ้าน อาจซื้อทิชชู น้ำยาล้างห้องน้ำ อาหารชุดไว้ให้ลูกตอนเช้า    
ร้านก็ต้องหมุนสินค้าขึ้นชั้นให้ถูก เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ร้านไหนหมุนเก่ง ตรงใจลูกค้า ของที่ขึ้นชั้นเหลือน้อย หรือขายดีนั่นเอง ก็จะประสบความสำเร็จได้
ไม่น่าเชื่อนะครับว่า “ขายของ” กับ “โค้ชฟุตบอล” จะเป็นอาชีพที่คล้ายกันมาก  ไม่แน่ว่า ซักวันหนึ่งโค้ชฟุตบอลในอังกฤษ อาจจะเป็นนักขายจากแดนอาทิตย์อุไรมาก่อน ก็ได้ ใครจะไปรู้!!!

Saturday, June 18, 2011

สร้างความบังเอิญ

ชีวิตที่ขาดความบังเอิญ แม้จะประสบความสำเร็จ ก็ดูเหมือนขาดอะไรบางอย่าง
คล้ายกับเวลาที่เราหิวสุดๆ แล้วได้ทานอาหาร ที่ทำให้เรา 'อิ่ม' แต่ไม่อร่อย
ดังนั้น เราต้องหมั่นสร้างความบังเอิญครับ
"เอ๊ะ! ความบังเอิญสร้างได้ด้วยหรือ?"
ความบังเอิญสร้างไม่ได้โดยตรงหรอก แต่เราสร้างมันขึ้นมาทางอ้อม นั่นคือ สร้างโอกาสให้เกิดความบังเอิญครับ
โอากสมาจากที่เราได้ลงมือทำด้วยตนเอง
โอกาสมาจากที่เราได้ออกเดินทาง พบปะผู้คน พบปะสิ่งใหม่ๆ
โอกาสมาจากที่เราได้เปิดใจ
โอกาสมาจากที่เราไม่ยึดติดความสำเร็จในอดีต ไม่ยึดติดวิธีการเดิมๆ 
ลองดูนะครับ รับรอง 'ความบังเอิญ' จะขยับเข้ามาใกล้เราเรื่อยๆ

Friday, June 17, 2011

ผู้หญิง ผู้ชาย

ผู้หญิงคิดถึง “เรา”
ผู้ชายคิดถึง “ตัวเอง”


ผู้หญิงต้องการความไว้ใจ
ผู้ชายต้องการต้องการความเคารพ

ผู้หญิงชอบความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ผู้ชายชอบแยกตัว


ผู้หญิงเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านการมีอะไรเหมือนๆกัน
ผู้ชายเชื่อมกับผู้อื่นผ่านการแข่งขัน

ผู้หญิงต้องการความเข้าใจ
ผู้ชายต้องการทางออก


ผู้หญิงสนิทสนมกันง่าย
ผู้ชายคบเผินๆไว้ก่อน

ผู้หญิงทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน
ผู้ชายทำทีละอย่าง


ผู้หญิงต้องการทำงานให้ได้มากที่สุด
ผู้ชายยึดลำดับความสำคัญ

ผู้หญิงต้องการคำตอบที่สมบูรณ์
ผู้ชายต้องการทางออกที่ดี


ผู้หญิงเห็นรายละเอียดมากกว่าผู้ชาย


ข้างต้นนี้ไม่ใช่บททดสอบการเบี่ยงเบนทางเพศหรอกนะครับแต่ Tom Peter เขียนไว้ใน Tom Perter Essentials & Martha Barletta : TRENDS  เพื่อชี้ให้ธุรกิจเห็นจุดต่างระหว่างหญิงกับชาย ซึ่งต่อไปนี้ ผู้หญิงจะมีบทบาททางการตลาดมากขึ้นกว่านี้อีก
ลองมาดูความแตกต่างของอดีตกับปัจจุบันซิครับ


อดีต: ความเท่าเทียมกันในเรื่องมโนธรรม
ปัจจุบัน: ความเท่าเทียมกันในเรื่องโอกาสทางธุรกิจ

อดีต: ผู้หญิงซื้อ ซื้อเยอะด้วย(แต่ผู้ชายมองไม่เห็น)
ปัจจุบัน: ผู้หญิงซื้อ ซื้อเยอะด้วย(ผู้ชายเห็นแล้ว)

อดีต: ผู้หญิงใช้เงินผู้ชาย
ปัจจุบัน: ผู้หญิงใช้เงินตัวเอง

อดีต: นักธุรกิจที่เดินทางส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย
ปัจจุบัน: นักธุรกิจหญิงเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ

อดีต: ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว
ปัจจุบัน: ผู้หญิงเป็นผู้ชี้ขาดในการซื้อของเข้าบ้าน

อดีต: ผู้หญิงเป็นตลาด “เฉพาะกลุ่ม”
ปัจจุบัน: ผู้หญิง คือตลาด

นั่นยังไม่นับรวมถึง “จำนวน” ที่มากกว่าผู้ชายเพราะนอกจากผู้ชายจะเกิดน้อยกว่า ตายเร็วกว่า แล้วจำนวนผู้ชายที่ “ไม่อยากเป็นชาย” ก็เพิ่มขึ้นอีก

Thursday, June 16, 2011

นักพยากรณ์

หากเอ่ยถึง 'นักพยากรณ์อากาศ' หลายคนจะนึกถึงข่าวพยากรณ์อากาศ หรือไม่ก็นึกถึงกรมอุตุนิยมวิทยา
แต่เชื่อไหมครับว่า ต่อจากนี้ไป อาชีพนี้จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
ใครจะคิดหละครับว่า เดือนธันวาคมต้องเปิดแอร์ เดือนมีนาคมต้องพกร่มกันฝน
เมื่อสภาพอากาศไม่ตรงกับชื่อฤดู แบบนี้ร้านค้าที่สั่งของล่วงหน้าก็ขาดทุนสิครับ
เสื้อกันหนาวที่ออร์เดอร์ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนนี้ก็ต้องเก็บเข้าโกดัง
ไหนจะเงินจม ไหนจะต้องหาที่เก็บ
เก็บไม่ดี อาจถูกหนูแทะ 
ทำธุรกิจในยุคนี้ จึงเสี่ยงสูง ไม่ต่างจากซื้อหุ้นซื้อหวย เลย
ดังนั้น ร้านค้าหลายแห่งจึงต้องมีนักพยากรณ์อากาศเป็นตัวช่วย
อย่างเช่น liz claiborne บริษัทที่อยู่ในวงการแฟชั่น มีการจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านลมฟ้าอากาศเป็นการเฉพาะ จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
นักพยากรณ์อากาศหรือ Climatologist เหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยในการแนะนำว่า แฟชั่นในฤดูร้อนหน้า ควรจะเป็นอย่างไร? อากาศจะร้อนแค่ไหน? กางเกงจะสั้นจุ๊ดจู๋เลยมั๊ย?
ทางด้านผู้ค้าปลีกเองก็มีการจ้างงานตำแหน่งนี้
Target ดิสเคาท์สโตร์ในสหรัฐ ได้มีการตั้งทีมงานที่เรียกว่า Climate team เพื่อทำหน้าที่แนะนำฝ่ายจัดซื้อ ว่าอีก 3-6 เดือนข้างหน้า ควรสั่งสินค้าใดมาเตรียมขาย
  
ไม่เฉพาะสินค้าแฟชั่นเท่านั้นนะครับ!
ร้านขายอาหารการกินก็ไม่เว้น
อย่างที่ญี่ปุ่น ร้านสะดวกซื้อจะต้องดูพยากรณ์อากาศว่าวันรุ่งขึ้นอากาศจะเป็นอย่างไร? หิมะตกหรือไม่? หรือว่ามีฝนพรำๆ?
เพราะหากอุณหภูมิอุ่นขึ้นหน่อย คนจะชอบทานบะหมี่เย็น
แต่ถ้าอากาศยังเย็นยะเยือก โอเด้งก็จะขายดี
ดังนั้นในแต่ละวัน ร้านสะดวกซื้อทุกร้านต้องคอยติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ ก่อนจะตัดสินใจสั่งสินค้า
ในเมื่อทุกคนต้องใช้ข้อมูลกันหมด เลยทำให้ธุรกิจที่ปรึกษาด้านพยากรณ์อากาศในต่างประเทศเติบโตขึ้นตามไปด้วย
ต่างจากเมืองไทย ที่ไม่นิยมใช้ข้อมูลพยากรณ์กันเท่าไร
“ไม่นะ”
พี่ที่ออฟฟิศเดียวกัน แสดงความเห็นแย้ง
“ไม่เชื่อก็ไปเดินดูร้านหนังสือซิ! ”
“หนังสือขายดี มีแต่…”
“ศาสตร์แห่งโหร 2554, เสริมราศีปีเถาะ, ดวงปี 54″
จริงด้วยครับ นี่เป็นตำราพยากรณ์ทั้งนั้นเลย 

Wednesday, June 15, 2011

ปั่นฟรีคิก 004: เจอราร์ดกับธนา

          ตอนที่ ‘ตอรเรส’ ย้ายมาเล่นที่ลิเวอร์พูลใหม่ๆในปี 50 หลายคนต่างทึ่งในความสามารถของกองหน้าชาวสเปน เพราะสถิติยิง 33 ประตู ในการเล่นปีแรก ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน และยังสร้างสถิติยิงเยอะ ยิงเร็วอีกมากมาย
          แต่เวลาผ่านไป 4 ปี คำชมเริ่มเลือนหาย กลายเป็นการตำหนิมากขึ้น
          เพราะตอร์เรส ยิงประตูได้น้อยกว่าเดิมอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะในปีนี้ ที่ลิเวอร์พูลเปลี่ยนผู้จัดการทีมจาก ‘เบนิเตส’ มาเป็น ‘รอย ฮ็อดจ์สัน’
          "คู่แข่งเริ่มจับทางได้ ทำให้เล่นได้ไม่คล่องเหมือนเดิม"
          "ฟุตบอลอังกฤษเล่นหนัก ตอร์เรสก็โดนเตะจนบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ"
          "เขาได้แชมป์โลกมาแล้ว ความทะเยอทะยานก็น้อยลง"
          "ตอร์เรส ไม่มีใจ เพราะทีมไม่ยอมซื้อนักเตะดังๆมาร่วมทีม"

          เหตุผลต่างๆเหล่านี้ ก็พอฟังขึ้นครับ
          แต่พอฟังคำวิจารณ์ของ ‘ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน’ อดีตกองหน้าทีมชาติไทย ก็เข้าใจได้ว่าทำไมกองหน้าคนนี้ฟอร์มตกสุดๆ
          ‘เดอะตุ๊ก’ บอกว่า กองหน้าหากวิ่งไป 4-5 ครั้ง แล้วเพื่อนไม่จ่ายบอลมาให้ ก็เริ่มเกิดอาการท้อ และไม่อยากวิ่งไปเอาบอลอีก
          ช่วงที่เบนิเตส เป็นผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูลให้เจอราร์ดยืนคู่กับตอร์เรส
          การจ่ายบอลที่แม่นยำ รู้จังหวะ ของเจอราร์ดทำให้ตอร์เรสยิงประตูได้มากมาย
          สรุปก็คือ เพราะมีสองคนนี้เล่นคู่กัน
           "แต่ตอนฮ็อดจ์สันคุมทีม เจอราร์ดก็ยังอยู่ในทีมเหมือนเดิมนะ แล้วทำไมตอร์เรสยังยิงได้น้อย"
          ใช่ครับ ยังมีทั้งสองคนอยู่ในทีม และหลายนัดก็ลงสนามพร้อมกัน แต่ยิงประตูไม่ได้เหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะตำแหน่งการเล่นในสนามเปลี่ยนไป
           อดีตกองหน้าทีมชาติไทยบอกว่า การที่ฮ็อดจ์สัน เอาเจอราร์ดมาเล่นเป็นกองกลางเต็มตัว ทำให้เกิดความห่างกับตอร์เรส กว่าจะตัดเกมจากคู่แข่ง ก็หมดแรงที่จะพาบอลขึ้นไปส่งให้ตอร์เรส
          "อ้าว! แล้วทำไมไม่ขยับให้สองคนยืนใกล้กันเหมือนเดิมหละ"
          คำตอบอยู่ที่ฮ็อดจ์สันครับ เพราะผู้จัดการคนนี้ เป็นผู้เปลี่ยนตำแหน่งยืนของกัปตันทีม

          เหตุการณ์นี้ที่แอนฟิลด์ ละม้ายคล้ายกับสถานการณ์ในดีแทคครับ
          เมื่อพูดถึง 'ดีแทค' หลายคนจะนึกถึงภาพ 'ซิกเว่ เบรกเก้' ฝรั่งหัวใจไทย ที่เดินสายไปทุกสารทิศในเมืองไทย กลายเป็นซีอีโอติดดินที่ได้รับการกล่าวถึงมาก ไม่ต่างจาก 'ตัน โออิชิ' ในช่วงนั้น
          แต่คนที่ทำให้ 'ซิกเว่ เบรกเก้' เป็นอย่างที่พวกเรารู้จัก คือ 'ธนา เธียรอัจฉริยะ' ครับ
          ธนาเป็นคนชวนให้ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ออกไปลุยตลาดต่างจังหวัด ออกไปพบดีลเลอร์ตามห้างต่างๆ ไปสร้างเซอร์ไพรซ์ให้ลูกค้า แต่คนที่เซอร์ไพรซ์กว่า กลายเป็นลูกน้อง
          "เฮ้ย! เจ้านายมาว่ะ"

          แนวคิดแบบนอกกรอบและกล้าเสี่ยง เป็นจุดแข็งของดีแทคในช่วงนั้น
          ถ้าดีแทคเป็นทีมฟุตบอล ก็เป็นทีมที่มีคู่กองหน้าเล่นเข้าขามากที่สุด โดย ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ควบตำแหน่งผู้เล่นและผู้จัดการทีม ที่ลงเล่นกองหน้าคู่กับ ‘ธนา’
          แต่พอประธานสโมสรเปลี่ยนผู้จัดการ
          ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ได้รับมอบหมายให้ไปรับภารกิจใหม่ที่ต่างประเทศในตำแหน่งใหญ่กว่าเดิม และส่ง 'ทอเร่ จอห์นเซ่น' มาแทน

          สไตล์ของ 'ทอเร่' ต่างไปจาก 'ซิกเว่'
          นอกจากไม่ควบตำแหน่งแล้ว เขายังโยกตำแหน่ง 'ธนา' ไม่ให้เล่นกองหน้าเหมือนเดิม
          ‘ธนา’ ต้องลงต่ำไปทำหน้าที่ใหม่ แม้จะไม่ถนัด แต่ก็มืออาชีพพอที่จะเล่นตามแผนของผู้จัดการทีม
          ระหว่างนี้มีสโมสรใหญ่ๆมากมายติดต่อขอดึงตัว ทั้งธนาคาร ทั้งธุรกิจโทรคมนาคม แต่เจ้าตัวก็ปฏิเสธ

          “อีกไม่นานเขาก็ลาออก” ไม่ใช่สบประมาท แต่เป็นที่รู้ว่า เขาถนัดงานเสียเหงื่อมากกว่านั่งทำงานในห้องแอร์
          ผ่านไป 8 เดือน ถึงตอนนี้เขาเริ่มรู้แล้วว่าต้องเลือกทางเดินต่อไปอย่างไร และเมื่อมีสโมสรไม่ใหญ่มากติดต่อเข้ามา ความท้าทายก็เกิดขึ้น
          โอกาสที่จะได้ลงเล่นในตำแหน่งถนัดอีกครั้ง ทำให้เขารับปากไปร่วมสโมสรใหม่ ที่ชื่อ 'พีเค การ์เมนท์'

          "บริษัทอะไรน่ะ ไม่เห็นรู้จัก"
          ชื่อบริษัทอาจไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าเป็นผู้ผลิตยีนส์ยี่ห้อแม็ค ต้องมีคนร้องอ๋อ กันบ้าง
          'แม็ค' เป็นยีนส์ของไทย ที่อายุอานามร่วม 35 ปี
          เริ่มจากเป็นโรงงานผลิตยีนส์ให้ลีวายส์ แต่พอลีวายส์ตั้งโรงงานของตัวเอง พีเคการ์เม้นท์ ก็เริ่มปั้นแบรนด์ขึ้นมา

          เมื่อพูดถึงยีนส์ หลายคนนึกถึง ‘ลีวายส์’
          เมื่อพูดถึงมือถือ เมื่อหลายปีก่อนส่วนใหญ่นึกถึง ‘เอไอเอส’
          จึงไม่แปลกใจ ทำไม ‘ธนา’ เลือก ‘แม็ค’

          ‘ธนา’ มีส่วนทำให้โอเปอเรเตอร์โทรศัพท์ยี่ห้อธรรมดาๆ อย่าง ‘แทค’ กลายเป็น ‘ดีแทค’ ที่ทรงพลัง
          หลายคนจึงลุ้นว่าอีกไม่นาน เขาจะทำ 'แม็ค' กลายเป็น 'ดีแม็ค' ได้เช่นกัน

          "อ้าวพี่! เขาย้ายไปทำรถกระบะหรือครับ!"

Sunday, June 12, 2011

กระดุมเม็ดแรก

ด้วยความเร่งรีบ บวกกับอาการสลึมสลือเพราะนอนน้อยมาหลายคืน ทำให้ติดกระดุมเสื้อผิด
“เอ๊ะ แค่ติดกระดุมผิด มันเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ”
หามิได้ครับ

นอกจากไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วยังเป็นแค่เรื่องจิ๊บๆเท่านั้น
เพียงแต่ว่า บางครั้งเรื่องเล็กๆนี่แหละ ที่สอนเราให้ทำการใหญ่สำเร็จ

ผมไม่รู้ว่า คนส่วนใหญ่เขาเริ่มติดกระดุมเม็ดแรกจากตรงไหน
แต่เดาว่า ถ้าไม่เริ่มจากเม็ดบนสุด ก็น่าจะเป็นติดจากด้านล่างสุด
คงไม่มีใครเริ่มจากตรงกลางหรอกนะ (หรือว่ามี?)

ปกติผมจะเริ่มติดจากตำแหน่งบนสุดครับ
แล้วไล่เรียงไปเรื่อยๆ
แต่วันนี้ “เฮ้ย ทำไมรูหาย กระดุมเหลือ แต่รูไม่เหลือ”
อ๋อ! ผมเอากระดุมเม็ดแรก มาสอดเข้ารูตำแหน่งที่สอง
เมื่อติดไล่ไปเรื่อย จึงมีส่วนเกินขึ้นมา
ผลก็คือ ด้านซ้ายมือ มีรูว่างอยู่ด้านบนสุด ส่วนด้านขวามือ มีกระดุมว่าง อยู่ด้านล่างสุด

เมื่อติดผิดก็รื้อ แล้วติดใหม่ ไม่เห็นยาก!!!
แต่การติดกระดุมนี้ ทำให้ผมนึกถึงคำถามที่ว่า เวลาเริ่มทำธุรกิจ ต้องเริ่มคิดจากส่วนไหนก่อน?
ระหว่าง ‘สิ่งที่เราถนัด’ หรือ ‘ตลาดที่มีพร้อม’
จะตั้งต้นจาก ตัวสินค้า และค่อยหาตลาดที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
หรือจะเป็น ทำวิจัยให้รู้ว่าลูกค้าต้องการแบบไหน แล้วค่อยไปผลิตสินค้ามาขาย

ผมว่า กระดุมเสื้อ น่าจะตอบคำถามนี้ได้ดี
เพราะไม่ว่าจะเริ่มจากด้านไหน หากตั้งต้นถูก มันก็ลงเอยได้ด้วยดี
แต่ถ้าตั้งต้นผิด ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ ได้เหนื่อยกันอีกรอบ

หากเปรียบเม็ดบนสุดเป็นสินค้า เม็ดล่างสุดก็คือหน้าร้านที่ลูกค้ามาซื้อของ
การตั้งต้นจากเม็ดบน คือ ทำสินค้าตัวนั้น ให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เช่น ถ้าเป็นอาหาร ก็ต้องอร่อยก่อน ส่วนเรื่องความสะอาด เรื่องราคา ก็สำคัญไม่แพ้กัน เรียกว่า เบียดกันสูสีเลยทีเดียว
ถ้าเป็นเสื้อผ้า ก็ต้องดีไซน์ให้โดน มีแบบให้เลือกพอประมาณ ส่วนเรื่องคุณภาพและราคาขาย ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและทำเล

หากกระดุมเม็ดล่างสุด คือ ‘จตุจักร’ การติดกระดุมเม็ดที่สอง สาม สี่ ย่อมต่างจากทำเลใน ‘ห้างพารากอน’
นั่นคือ ราคา คุณภาพ ความหลากหลาย และหีบห่อ ต้องไม่เหมือนกัน
ตรงกันข้าม ถ้ามีตึกแถวหรือเช่าร้านค้าไปแล้ว ก็ต้องดูว่า คนแถวนั้นยังต้องการอะไรอีก
อาจไม่ใช่ของแปลกใหม่ก็ได้ครับ

บางทีก็เป็นสินค้าที่มีอยู่แล้วในละแวกนั้น เพียงแต่ มันยังสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีก
ดังนั้น ก่อนจะติดกระดุม ก็ต้องดูให้ดีก่อน ว่าตำแหน่งทางธุรกิจของเรา ต้องเริ่มจากเม็ดบน หรือเม็ดล่าง
แต่…. อย่าอ้างนะครับว่า ไม่ถนัดติดกระดุม
ถนัดแต่ แกะกระดุมและปลดตะขอ 

Thursday, June 9, 2011

โนๆ โนๆ

“… อย่าเอาความเหงา มาลงที่ฉัน
อย่ามาบอกฉัน ว่าเธอคิดถึงใคร
อยากเจอกับเขาก็โทรหาเขาเลยดีกว่าไหม
     อย่าเอาความเหงามาลงที่ฉัน
ไม่ได้มีงานคลายความเหงาใคร
no no no no no no
บอกเธอง่ายง่าย ได้แค่เธอโทรผิดเบอร์ ….” 

ผมสะดุดหูเพลงนี้ ตั้งแต่ฟังครั้งแรก สะดุดตรงท่อนที่ว่า ‘โนๆ’ หลายครั้งนี่แหละ
“เอ๊ะ! มีคนร้องเพลงสไตล์เดียวกับผมด้วยหรือนี่?”
ผมชอบร้องเพลงไป ออกกำลังกายไปด้วย เป็นกีฬาทางน้ำครับ
ดำผุดดำว่าย โผล่หัวขึ้นมาร้องเป็นคำๆ 

เจอท่อนฮุกแบบนี้ เพลงอย่าเอาความเหงามาลงที่ฉัน ก็ติดชาร์จวิทยุได้ไม่ยาก (เอ…เดี๋ยวนี้เขายังวัดเรทติ้ง จากชาร์จวิทยุอยู่อีกหรือเปล่า)
แต่ไม่คิดว่าเพลงจะแรง ไปถึงเวทีการเมือง ที่ตอนนี้มีคนบางกลุ่มเริ่มรณรงค์โหวตโนกันแล้ว
‘โหวตโน’ ในบัตรลงคะแนน แปลว่าไม่เลือกสักคนที่เสนอตัวมาทั้งหมด แต่ไม่ได้แปลว่าจะเลือกบางคนที่ไม่ได้เสนอตัว
ก่อนหน้านี้ผมก็โหวตโนบ่อยๆ มีทั้งตั้งใจโน คือเข้าคูหา กากากบาทในช่องไม่ลงคะแนน กับ ไม่ตั้งใจโน คือ ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์

ในทางการเมือง เราจะรู้ชัดเจนว่ามีคน ‘โหวตโน’ มากน้อยเพียงใด ซึ่งถ้านักการเมืองรู้จักมองแบบไม่เข้าข้างตัวเอง และนำไปปรับปรุงตัว ก็มีโอกาสเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนได้
แต่ในทางธุรกิจ ซึ่งลูกค้า ‘โหวตโน’ อยู่บ่อยๆ เรากลับมองไม่ค่อยเห็น

“มีด้วยหรือ ลูกค้าโหวตโน?”
มีแน่นอนครับ! หากลูกค้าไม่พึงพอใจ และไม่กลับมาใช้บริการอีก ก็แปลว่า โหวตโนนั่นเอง 

“ไม่ชอบ ไม่มาซื้อ ก็ชั่งหัวมันสิ!”
เออ… คิดแบบนี้ ก็ไม่ดีนะครับ
ในอดีตอาจคิดแบบนี้ได้ เพราะถ้าลูกค้าไม่พอใจเรา 1 คน ก็เสียลูกค้าไปแค่ 2-3 คน แต่เดี๋ยวนี้ หากมีลูกค้าไม่พอใจเพียง 1 คน เราอาจเสียลูกค้าไปอีกเป็นสิบๆคน
เพราะมนุษย์ยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก สามารถทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ได้ในพริบตาเดียว 

“แล้วลื้อ จะให้อั๊วะทำอย่างไร”
ปัญหาแบบนี้ แก้ไม่ง่ายครับ แต่พอมีทางผ่อนหนักเป็นเบา อย่างแรกเลย อย่าทำอะไรให้ลูกค้าไม่พอใจ โดยไม่จำเป็น

“ไอ้หย๋า มันยากน๊า”
ใช่ครับ! ยากมากๆ ไม่มีใครไม่เคยพลาด ขนาดคนรัก ยังเคยมีแง่งอนกัน แล้วนับประสาอะไรกับลูกค้า ก็ต้องมีไม่พอใจกันบ้าง
เมื่อรู้ว่ามีโอกาสพลาด ดังนั้นต้องหาทางรับมือความผิดพลาดให้ดีสิ่งที่ธุรกิจส่วนใหญ่มักทำกัน คือ สำรวจความพึงพอใจลูกค้า ซึ่งก็สามารถถามความไม่พึงพอใจลูกค้าได้ด้วย

“อันนี้อั๊วะก็เคยตอบแบบสอบถาม”
แล้วเฮีย ตอบไปว่าไงครับ
“อั๊วะตอบว่า ไม่พอใจ”
อ้าว! ไม่พอใจเพราะอะไรครับ
“ก็เพราะพวกอี มาถามอั๊วะนี่แหละ เสียเวลาทำมาหากิน”
นั่นไง! เฮียกำลังแนะวิธีรับมือลูกค้า การทำแบบสำรวจ ช่วยได้ไม่หมดครับ จะได้เฉพาะความคิดแบบแห้งๆ เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปนานแล้ว ลูกค้าบางคนก็ขี้เกียจคิดขี้เกียจตอบ ทั้งที่ความเป็นจริงก็ยังไม่ค่อยพอใจกับบริการเท่าไร
แต่หากจะทำให้ดี ต้องรับมือตอนที่กำลังเกิดเหตุ ช่วงที่อารมณ์กำลังพีค เพราะลูกค้าอยากบอกเอง
ตรงนี้แหละครับ ที่เราจะได้ข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ลูกค้าบางคน อาจตำหนิพนักงานในทันที ซึ่งผู้จัดการสาขาหรือเถ้าแก่ร้าน ควรรีบมารับฟังด้วยตนเอง และพยายามทำให้เรื่องจบ ณ ตรงนั้น
อย่าให้ถึงขั้น เอาไปขยายความต่อบนอินเตอร์เน็ต

สำหรับร้านที่มีหลายสาขา หากปัญหาไม่จบที่ร้าน ลูกค้าก็จะโทรไปแจ้ง Call Center หรือเบอร์ที่ระบุข้างกล่อง นี่เป็นสัญญาณเตือน ว่าระดับความไม่พึงพอใจเพิ่มขึ้นอีกนิดนึงแล้วนะ
คล้ายๆกรรมการฟุตบอลแจกใบเหลือง
เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องรีบปรับปรุงตัวโดยด่วน ก่อนจะโดนใบแดง

อ้อ! อีกนิดหนึ่งครับ สำหรับลูกค้าที่โทรมาบ่นโทรมาแจ้ง หรือต่อว่าอย่างรุนแรง ใช่ว่าลูกค้าไม่รักนะครับ ตรงกันข้าม เพราะรักถึงได้บอก 

“มิน่า เมื่อวันก่อน อีมาซื้อของที่ร้านอั๊วะ อีไม่พอใจ อีโวยวายใหญ่เลย สงสัยจะรักอั๊วะมากน่าดู”

Wednesday, June 8, 2011

อารมณ์กับเหตุผล

ถ้าถามว่าเวลาซื้อของ เราใช้เหตุผล หรือ ใช้อารมณ์มากกว่ากัน?
หลายคนเลือก 'เหตุผล' เพราะฟังดูดี มีการศึกษา 
แต่ในชีวิตจริง เราใช้ 'อารมณ์' กันไม่น้อยทีเดียว เผลอๆอาจมากกว่าด้วยซ้ำ

ถ้าไม่เชื่อผม ก็ลองเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าดูสิครับ
'กางเกงตัวโปรด เสื้อยี่ห้อดัง รองเท้าหนังรุ่นลิมิตเต็ด ไปจนถึงเสื้อฟุตบอลทีมโปรด'
ราคาแต่ละชิ้น ถ้าเปลี่ยนเป็นจ่ายค่าก๋วยเตี๋ยว ก็กินได้หลายเดือน


"อ๋อ! ก็ของเหล่านี้ เป็นรางวัลของชีวิตคร้าบบบ เครียดๆกับงาน ก็ต้องตอบแทนกันบ้าง"
อืม... เป็นการอธิบาย 'เหตุผลของอารมณ์' ได้ดีมาก
ตอนจะซื้อมือถือเครื่องใหม่ หลายคนเทียบสเปค เทียบราคา บริการหลังการขาย สุดท้ายก็ยอมจ่ายตังค์เพิ่มอีกหน่อย เพื่อซื้อสมาร์ทโฟน ให้ทันสมัยไม่ตกเทรนด์
หรือเวลาจะซื้อบ้าน ก็ต้องดูหลายๆโครงการ เปรียบเทียบราคา เปรียบเทียบพื้นที่ใช้สอย ระบบงานก่อสร้างไว้ใจได้หรือไม่ แต่สุดท้ายก็เลือกบ้านที่เป็นสไตล์ในฝัน แม้งานก่อสร้างไม่เนี๊ยบดั่งใจ 
หรือแม้แต่การซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน บางคนพยายามคุมอารมณ์ในการช้อปปิ้ง ด้วยวิธีจดลิสต์สินค้าที่จะซื้อ แต่พอหันไปเห็นป้ายลดราคา หรือเจอเสื้อผ้าในแบบที่ชอบ เป็นต้องได้สินค้านอกรายการ กลับบ้านทุกครั้งไป


เริ่มเห็นหรือยังครับว่า ลูกค้าเอาอารมณ์เป็นตัวตั้ง ในการใช้ตังค์ซื้อของ
ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว คนทำธุรกิจ ก็อย่าพยายามยัดเยียด 'เหตุผล' ให้ลูกค้าเลยครับ
หันมาคิดวิธีดึงดูดให้ลูกค้าเกิดความสนใจ จะดีกว่า
พยายามเปลี่ยนวิธีมอง จากมุมเหตุผล มาเป็นมุมอารมณ์ 


ในหนังสือ Customer Genius ของ Peter Fisk เขียนเปรียบเทียบสองมุมมองนี้ไว้น่าสนใจ
เหตุผล กับ อารมณ์
ความจำเป็น กับ ความต้องการ
วัตถุประสงค์ กับ ความมุ่งหวัง
ผลิตภัณฑ์ กับ ทางออกของปัญหา
ความคงเส้นคงวา กับ การทำให้เฉพาะเป็นรายบุคคล
ข้อมูลข่าวสาร กับ ความรู้
ความพึงพอใจ กับ ความแปลกใจ
สิ้นสุดกระบวนการ กับ ความสำเร็จ
เห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าลูกค้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้อารมณ์ สนใจผู้คนรอบข้างและความคิดต่างๆ มากกว่า กระบวนการและเหตุผล
ดังนั้น การคิดเพียงแค่ 'หาเหตุผล' มาอธิบายลูกค้า ไม่พอครับ
..."มันต้องเป็นไรที่ ได้ feeling ด้วย"

Tuesday, June 7, 2011

ชีวิตติดโพล

การ ‘มีน้อย’ กับ ‘มีเยอะ’
แบบไหนจะดีกว่ากัน?
หลายคนอาจตอบทันที “ขอแบบเยอะๆ”
บางคนขอยกมือถามเพิ่ม “หมายถึงอะไร ใช่หนี้หรือเปล่า?”
พอได้คำตอบว่า ไม่ใช่เรื่องหนี้ แต่เป็นเรื่อง ‘ข้อมูล’
คำตอบส่วนใหญ่ประสานเสียงพร้อมกันว่า ขอมีเยอะดีกว่า

แม้ไม่ได้ผูกเนกไทนั่งทำงานในออฟฟิศ แต่ทุกอาชีพก็ต้องพึ่งข้อมูลในการทำงาน

“จริงอ่ะเปล่า ขายกล้วยแขก หรือเป็นชาวนา ต้องใช้ข้อมูลด้วยหรือ?”
ใช้ครับ!
แม่ค้ากล้วยแขก นอกจากจะต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิค ทอดอย่างไรให้กรอบอร่อยแล้วต้องรู้อมูลรายวัน เกี่ยวกับ ราคาวัตถุดิบ
ช่วงที่ฤดูกาลไม่ปกติ ฝนตกหน้าร้อน น้ำท่วมหน้าหนาว ทำให้ กล้วยมีราคาไม่แน่นอน
ช่วงที่รถกับคน กินน้ำมันพืชได้เหมือนกัน ปัญหาน้ำมันไม่พอทอดกล้วยแขก ก็เป็นเรื่องใหญ่

ส่วนชาวนา การรู้ปริมาณน้ำฝน ว่าปีนี้น้ำมากหรือน้ำน้อย จะได้เลือกตัดสินใจวิธีปลูก
เพราะนาดำ กับนาหว่าน ต้องการน้ำ ‘ไม่เหมือนกัน’
…ไม่เหมือน ในเรื่องปริมาณ
…ไม่เหมือน ในเรื่องความต่อเนื่อง

ใครมีข้อมูลดีกว่า ก็เสี่ยงน้อยกว่า

แต่ข้างต้นนี้เป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว เป็นเรื่องการผลิตเท่านั้น ยังขาดข้อมูลอีกด้าน คือเรื่องลูกค้าครับ
ข้อมูลส่วนที่สองนี้ จะหายากและต้องระวังเวลาใช้งาน

“ข้อมูลลูกค้าคืออะไรหรือ?”
คือเรื่องของ ‘การใช้ตังค์’ ครับ
…การใช้ตังค์ ส่วนหนึ่งมาจาก มีหรือไม่มีตังค์
…การใช้ตังค์ อีกส่วนหนึ่งมาจาก กล้าหรือไม่กล้าใช้

ถ้าเศรษฐกิจดี มีความเชื่อมั่น มองเห็นอนาคต ต่อให้ไม่มีตังค์ ก็กล้ารูดบัตร กล้าก่อหนี้
แต่ถ้าปัญหาบ้านเมืองเยอะ บริหารประเทศด้วยไมโครโฟน ข้าวของขึ้นราคา แบบนี้ถึงจะมีตังค์ ก็ไม่กล้าใช้

ข้อมูลเรื่อง ‘มีหรือไม่มีตังค์’ หาได้ไม่ยาก ดูจากข้อมูลทางการ ทั้งการจ้างงาน การส่งออก การผลิต ก็พอเห็นคำตอบ
แต่ข้อมูลเรื่อง ‘กล้าหรือไม่กล้าใช้ตังค์’ นี่สิ หายากหน่อย

“แล้วจะทำอย่างไร?”
ส่วนใหญ่ใช้งานวิจัยครับ
…งานวิจัย มีทั้งแบบเจาะลึก ถามละเอียด ถามหลายข้อ ซึ่งแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง
…กับงานวิจัย แบบไวไวควิก ถามไม่กี่คำ สรุปเป็นคำตอบได้ งานแบบนี้รู้จักกันในนาม ‘โพล’ ซึ่งมักเป็นของฟรี

งานวิจัยแต่ละแบบ มีจุดประสงค์ต่างกัน
โพล มีจุดเด่นในเรื่องความเร็ว แต่ไม่สามารถถามละเอียดได้ หากต้องการรู้เฉพาะเรื่องเฉพาะกลุ่ม ก็ต้องจ่ายตังค์เพิ่มจ้างมืออาชีพมาทำการสำรวจ
โพลจึงเหมาะสำหรับ การจับชีพจรความรู้สึกของลูกค้าในแบบกว้างๆ

“แต่โพลหลายสำนัก ก็เห็นไม่ตรงกัน”
นั่นแหละครับ ที่ผมบอกว่า ข้อมูลเรื่องนี้หายาก และต้องระวังเวลาใช้งาน

“แล้วจะทำอย่างไร เอางี้มั๊ย เอาโพลมาทำโพลอีกที”
ทำอย่างไรครับ ฟังแล้วชักงงๆ
“ก็เอาผลโพลของสำนักต่างๆมาแบ่งกลุ่มกัน ถ้าฝั่งไหนเยอะ ก็เชื่อฝั่งนั้น”
โอ้! ใช้วิชาเทพแบบนั้น ไม่ได้หรอกครับ
“ทำไมจะทำไม่ได้หละ”
ผมขออธิบายแบบนี้ก็แล้วกัน สมัยเรียนเคยลอกข้อสอบเพื่อนไหมครับ หันไปทางซ้ายเห็นเพื่อนกาข้อ ก. หันไปทางขวา เพื่อนอีกคนก็กาข้อ ก. เราเลยเลือกข้อ ก. อย่างมั่นใจ ที่ไหนได้ ผิดทั้งสามคน!
‘ความเหมือน’ ไม่ได้แปลว่า ‘ถูก’ เสมอไป

ทางเดียวคือ เลือกสำนักฯที่น่าเชื่อถือครับ
“แล้วจะเชื่อสำนักไหนหละ เดี๋ยวนี้มีโพล แทบจะทุกมหาลัย”

ผมอาจจะฟันธงระบุชื่อสำนักฯให้ไม่ได้ แต่อยากให้ทุกคนใช้เวลาในช่วงนี้มาพิสูจน์กัน
ใกล้การเลือกตั้งแบบนี้แหละครับ ที่ทุกสำนักจะแข่งกันทำโพล
เดี๋ยวก็รู้ว่าใครเจ๋งจริง

แต่…พอเห็นผลโพลบางสำนัก ระบุว่าคะแนนความนิยมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก
ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยจะเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี่ จากพรรคหนึ่งไปเป็นอีกพรรคหนึ่ง ในเวลาแค่ข้ามเดือน
แบบนี้ควรทำ ‘ตัววิ่ง’ เวลาออกข่าวนะครับ เอาแบบละครดอกส้มฯเลย
“—อย่าเพิ่งเชื่อง่ายๆ เพราะนี่เป็นข้อมูลจากการสอมถามความคิดเห็นของประชากร จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ในเขตเทศบาล พื้นที่จังหวัด… ซึ่งอาจนิยมชมชอบพรรคการเมืองบางพรรคอยู่แล้ว แต่รับรองได้ว่าการสำรวจนี้ไม่ได้ถูกชี้นำโดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด—”
อ้อ! และอย่าลืมโลโก้นี้ด้วยนะครับ

Sunday, June 5, 2011

'ฟังลูกเดียว' ไม่พอ

ใครได้ฟังเพลง ‘ฟังลูกเดียว’ ของบอยด์ โกสิยพงษ์ ในอัลบั้ม Boyd-Nop ที่ได้นักร้องหนุ่มเสียงดี สองคนมาร้องโต้ตอบกัน รับรองต้องชอบแน่ๆ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง
ผมเองก็ได้ฟังเพลงนี้ จาก ผบ.ทบ.
เนื้อเพลงเป็นแบบพี่สอนน้องครับ เพื่อให้รู้รหัสลับภาษาของผู้หญิง
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าพูดว่า “ยังไงก็ได้” ความหมายคือ “ไม่โอเค”
หากพูดว่า “ไม่รู้สิ” แปลว่า “ยังไม่ดี”
ถ้าเธอไม่ตอบ ก็ต้องรู้ว่า เธอไม่ชอบ
แต่ถ้าไม่พูด นั่นก็บ่งบอกว่า อย่าเพิ่งยุ่งได้ไหม
หากเธอบอกว่า “แล้วแต่เรา” นั่นแปลว่า “แล้วแต่เธอ”
และที่สำคัญ อย่าพยายามแก้ปัญหาเวลาที่เธออยากระบาย
สิ่งที่ควรทำคือ เป็นผู้ฟังที่ดี
…'ฟังลูกเดียว' จึงเหมาะกับชื่อเพลงนี้ยิ่งกว่าชื่อไหนๆครับ
สาวๆชอบใจ เพราะได้เพลงที่มีเนื้อหาแทนความรู้สึก
ส่วนหนุ่มๆฟังแล้ว “เฮ้ย! ทำไมมันตรงกับชีวิตตรูขนาดนี้ว่ะ”
นอกจากได้รหัสลับไปใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว
เพลงของคุณบอยด์ ทำให้ผมนึกถึงเวลาอ่านแบบสอบถามงานวิจัย
ด้วยความเกรงใจ และไม่เข้าข้างใครเป็นพิเศษ คนไทยจึงมักตอบคำถามแบบกลางๆ
“โปรดระบุระดับความพึงพอใจในเรื่องเหล่านี้
1. รสชาติ
2. บรรจุภัณฑ์
….”
หากตัวเลือกให้ระบุคะแนน ระหว่าง 1 ถึง 5
ส่วนใหญ่ก็กรอกเลข 3 ครับ
‘ชอบ’ กับ ‘ไม่ชอบ’ เท่าๆกันเลย เป็นกลางจริงๆ!
แต่…พอได้ฟังเพลงนี้ ผมเริ่มมีความกระจ่างมากขึ้น ว่าคำตอบจริงๆมีการเลือกข้างกันอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องการระบายความรู้สึก หากเป็นการทำมาค้าขาย ผมคิดต่างครับ! การฟังอย่างเดียวไม่พอ มันต้องลงไม้ลงมือด้วย
ผมหมายถึง จัดการอะไรสักอย่าง เพื่อให้บริการดีขึ้น
การที่ลูกค้าบ่น ก็แปลว่า ต้องการให้ปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น
นี่แสดงว่า ลูกค้ารักนะครับ
ถ้าไม่ชอบ เขาก็ไม่บ่นกันหรอก
พจนานุกรม ฉบับขลุกขลิก
“บ่น คือ คำแนะนำปรับปรุงบริการ ที่ใช้ภาษาพูดและภาษาท่าทาง เอาจริงเอาจังเกินไปหน่อย”
แต่พนักงานร้านส่วนใหญ่ ไม่กล้านำการ ‘บ่น’ ไปบอกเจ้านาย
เพราะคิดว่า “เดี๋ยวตรูก็โดนด่าอีกรอบ”
จาก ‘ลูกเดียว’ กลายเป็น ‘สองลูก’ โดนทั้งลูกค้าบ่นและเจ้านายด่า
แถมบางกิจการ ไม่หยุดแค่ ‘สอง’ มี ลูกที่สามลูกที่สี่ ตามมาอีก ทั้งอาซ้อ อาม่า ผสมโรงกันทีเดียวเชียว
หารู้ไม่ว่า การเก็บงำความลับนี้ไว้ จะเป็นอันตรายในวันถัดไป และถ้าสะสมไว้นานจนเรื้อรัง อาจทำให้กิจการพังได้